วันอังคารที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

ปินโต

!!ปินโต!!


“Pérégrinação หรือ Pérégrinaçam” แปลว่า “long tour,long travels” ตรงกับคำว่า “Peregrination“ หรือ “Pilgrimage” หมายถึง การเดินทางการท่องเที่ยว หรือการเดินทางแสวงบุญ
เมื่อแบร์นารด์ ฟิกูอิเยร์(Bernard Figuier) แปลงานเขียนของปินโตเป็นภาษาฝรั่งเศสในค.ศ. 1628 เขาใช้ชื่อ ว่า “les voyages adventureux de fernando mendez pinto 1537-1558” และมีชื่อภาษาอังกฤษโดยการแปลของเฮนรี โคแกนว่า “The Voyages and Adventures of Fernand Mendez Pinto” (1653)
อย่างไรก็ดี นักประวัติศาสตร์และผู้อ่านจำนวนไม่น้อยกลับมีความสงสัยต่อความเก่งกล้าสามารถของปินโต บางคนประนามว่างานเขียนของเขาเป็นเรื่องโกหกเพื่อความมีชื่อเสียงของตน แม้แต่ชาวโปรตุเกสเองก็ยังนำชื่อของเขาไปล้อเลียนว่า “ Fernâo , Mendez? Pinto!(Fernâo, do you lie? Yes, I lie!
)” ทั้งๆที่ปินโตไม่เคยระบุว่า “Pérégrinação” เป็นนิยายประโลมโลก ( Fiction) แต่กลับบอกว่า บันทึกของเขาเปรียบเป็น “ตำรา”ในการสำรวจดินแดนและการเดินเรือไปยังดินแดนต่างๆในโลกตะวันออก ผู้เขียนจึงได้เสนอแนวทางศึกษาเพื่อชี้ให้เห็นคุณค่าทางประวัติศาสตร์ของบันทึกฉบับนี้



ประวัติของปินโต
ปินโตเป็นชาวเมืองมองเตอมูร์เก่า (Montemor-o-velho) ใกล้เมืองกูอิงบรา (Coinbre) ในราชอาณาจักรโปรตุเกส ปินโตเกิดในครอบครัวยากจนระหว่างค.ศ. 1509-1512 เมื่ออายุประมาณ 10 หรือ 12 ขวบจึงต้องเป็นเด็กรับใช้ของสุภาพสตรีผู้หนึ่ง ในค.ศ. 1523 ชีวิตของเขาตกอยู่ในอันตรายจนต้องหลบหนีลงเรือจากเมืองกูแอ ดึ แปดรา (Cue de Pedra) การผจญภัยของปินโตเริ่มขึ้นเมื่อเดินทางไปถึงเมืองดิว (Diu) ในอินเดียในค.ศ.1538 ขณะมีอายุได้ 28 ปี เขาเดินทางกลับมาตุภูมิเมื่อวันที่ 22 กันยายน ค.ศ. 1558 รวมเป็นเวลา 21 ปีของการแสวงโชคในเอเชีย ปินโตเคยเดินทางไปในเอธิโอเปีย จีน อาณาจักรของชาวตาร์ตาร์ (Tataria) โคชินไชนา สยาม พะโค ญี่ปุ่น และหมู่เกาะอินเดียตะวันออกในน่านน้ำอินโดนีเซียปัจจุบัน
ปินโตเคยเผชิญปัญหาเรืออับปาง 5 ครั้ง ถูกขาย 16 ครั้งและถูกจับเป็นทาสถึง 13 ครั้ง ชีวิตในเอเชียของปินโตเคยผ่านการเป็นทั้งกลาสีเรือ ทหาร พ่อค้า ทูตและนักสอนศาสนา (missionary) เมื่อเดินทางกลับไปถึงโปรตุเกสในปีค.ศ.1558 เขาจึงพยายามติดต่อขอรับพระราชทานบำเหน็จรางวัล เนื่องจากได้ปฏิบัติหน้าที่เพื่อชาติและศาสนาอย่างเต็มที่ แต่กลับไม่ได้รับความสนใจจากราชสำนัก ปินโตจึงไปใช้ชีวิตอยู่ที่เมืองปรากัลป์ (Pragal) ใกล้เมืองอัลมาดา (Almada) ทางใต้ของโปรตุเกส ปินโตเขียนหนังสือชื่อ “Pérégrinação”ขึ้น และถูกตีพิมพ์หลังจากเขาถึงแก่กรรมเมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม ค.ศ. 1583


ปินโตเคยเดินทางเข้าสยาม 2 ครั้ง (กรมวิชาการ, 2531 : 115) ครั้งแรกเข้ามาในปัตตานีและนครศรีธรรมราชก่อนค.ศ.1548 ครั้งที่ 2 เข้ามายังกรุงศรีอยุธยาในรัชสมัยสมเด็จพระไชยราชาธิราช (ค.ศ.1534-1546) นักประวัติศาสตร์บางคนนำหลักฐานของฝ่ายไทยเข้าไปตรวจสอบความน่าเชื่อถือในเอกสารของเขาหลายประเด็น และชี้ให้เห็นความคลาดเคลื่อนของศักราชที่เขาอ้างถึง
หลังจากปินโตถึงแก่กรรม บุตรีของเขาได้มอบต้นฉบับหนังสือเรื่อง “Pérégrinação” ให้แก่นักบวชสำนักหนึ่งแห่งกรุงลิสบอน ต่อมากษัตริย์ฟิลิปที่ 1 (Philip I of Portugal,1581-1598 และทรงเป็นกษัตริย์ฟิลิปที่ 2 แห่งสเปน - Philip II of Spain,1556-1598) ทรงได้ทอดพระเนตรงานนิพนธ์ชิ้นนี้ บุตรีของปินโตจึงได้รับ
พระราชทานบำเหน็จรางวัลแทนบิดา
งานเขียนของปินโตตีพิมพ์ครั้งแรกเมื่อ ค.ศ.1614 และแปลเป็นภาษาต่างๆ อาทิ ภาษาฝรั่งเศส (1628) ภาษาอังกฤษ (1653) ใน ค.ศ.1983 กรมศิลปากรได้เผยแพร่บันทึกของปินโตบางส่วนในชื่อ “การท่องเที่ยวผจญภัยของแฟร์นังด์ มังเดซ ปินโต ค.ศ1537-1558” แปลโดยสันต์ ท. โกมลบุตร ต่อมากรมศิลปากรร่วมกับกรมวิชาการกระทรวงศึกษาธิการได้ตีพิมพ์ผลงานบางส่วนของเขาออกเผยแพร่อีกครั้งใน ค.ศ.1988 โดยแปลจากหนังสือชื่อ “Thailand and Portugal : 470 Years of Friendship”



รูปแบบการนำเสนอ
งานเขียนของปินโตถูกนำเสนอในรูปของร้อยแก้ว บางตอนก็ระบุว่าเรื่องที่ได้ยินได้ฟังมาจากคำบอกเล่าและการสอบถามผู้รู้ อาทิ เหตุการณ์เมื่อสมเด็จพระไชยราชาธิราชเสด็จสวรรคต บางตอนก็ระบุว่าเป็นผู้มีประสบการณ์ด้วยตนเอง เช่น เหตุการณ์เดินทางเข้ามายังสยาม 2 ครั้ง (กรมวิชาการ, 2531: 115) เป็นต้น
ปินโตระบุว่า การเล่าเรื่องการเดินทางของเขามีจุดมุ่งหมายเพื่อให้มีการเรียนรู้สภาพภูมิศาสตร์ของโลกให้มากยิ่งขึ้น มิได้มีจุดประสงค์ที่จะก่อให้เกิดความท้อถอยในการติดต่อกับดินแดนแถบเอเชีย เขาระบุว่าอุทิศการทำงานให้แก่พระเจ้ามิได้หวังชื่อเสียง สิ่งที่ผลักดันให้เขาเดินทางไปยังตะวันออก คือ ธรรมชาติของลูกผู้ชาย เขาแสดงความขอบคุณพระเจ้าและสวรรค์ที่ช่วยให้รอดพ้นจากภยันตรายมาได้(Henry Cogan, 1653 :1-2) ส่วนเฮนรี โคแกนระบุว่า จุดมุ่งหมายในการแปลหนังสือ“Pérégrinação” จากภาษาฝรั่งเศสเป็นภาษาอังกฤษ คือ ต้องการให้ผู้อ่านทั่วไปเกิดความพึงพอใจและกระตุ้นให้มีการสำรวจและค้นคว้าทางภูมิศาสตร์ เพื่อเป็นบทเรียนให้สามารถหลีกเลี่ยงปัญหาเรืออับปาง เพื่อทัศนศึกษาดินแดนต่างๆในโลกกว้างและเพื่อเรียนรู้เรื่องราวของ“คนป่าเถื่อน”(Henry Cogan, 1653 : A-B)
จุดมุ่งหมายที่จริงจังของทั้งปินโตและโคแกนสะท้อนให้เห็นคุณค่าของเหตุการณ์ สถานที่ ทรัพยากร อารมณ์ ความรู้สึกและวัฒนธรรมอันหลากหลายของผู้คนที่ปรากฏในหนังสือ “Pérégrinação” อย่างไม่อาจมองข้ามได้ งานของปินโตจึงได้รับการอ้างอิงอย่างกว้างขวาง อย่างน้อยๆฉบับแปลภาษาฝรั่งเศสในปีค.ศ.1628 ก็ถูกอ้างอิงโดยซิมอง เดอ ลาลูแบร์ (Simon de Laloubère) ซึ่งเดินทางเข้ามายังกรุงศรีอยุธยาปลายรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์ เมื่อกล่าวถึงจำนวนเรือที่เข้ามาค้าขายในกรุงศรีอยุธยาก่อนหน้าการเข้ามาของตน (จดหมายเหตุลาลูแบร์ฉบับสมบูรณ์ เล่ม 1,2510 : 502) ซึ่งเป็นที่น่าสงสัยว่าหากลาลูแบร์เคยได้ยินการเสียดสีงานเขียนของปินโตมาบ้างก่อนที่จะเดินทางเข้ามาสยาม เขาควรจะได้ตรวจสอบข้อมูลและหลักฐานจากผู้รู้พื้นเมืองชาวสยามอีกครั้ง ก่อนจะตีพิมพ์งานเขียนของตนที่กรุงอัมสเตอร์ดัมในปีค.ศ.1714 เพราะงานเขียนของปินโตเคยถูกล้อเลียนมาแล้วอย่างอื้อฉาว แต่กลับไม่ปรากฏข้อวิพากษ์ความน่าเชื่อถือของปินโตในงานของลาลูแบร์


คุณค่าทางประวัติศาสตร์เกี่ยวกับราชอาณาจักรสยาม
บันทึกของปินโตนับเป็นเอกสารสำคัญที่กล่าวถึงเรื่องราวส่วนหนึ่งเกี่ยวกับทรัพยากร การทหาร วัฒนธรรม ประเพณี ความเชื่อ กฎหมายและเรื่องราวในราชสำนักสยามกลางคริสต์ศตวรรษที่ 16 และมักจะถูกอ้างอิงเสมอเมื่อกล่าวถึงบทบาททางการทหารของชุมชนโปรตุเกสในรัชสมัยสมเด็จพระไชยราชาธิราช (ค.ศ.1543-1546) เมื่อเกิดศึกระหว่างสยามกับเชียงใหม่ขึ้นใน ค.ศ.1548 (พ.ศ.2091) ปินโต กล่าวว่า
“ชาวต่างประเทศทุกๆชาติที่ไปร่วมรบกับกษัตริย์สยามนั้นต่างก็ได้รับคำมั่น
สัญญาว่าจะได้รับบำเหน็จรางวัล การยกย่อง ผลประโยชน์ ความชื่นชมและเกียรติยศชื่อเสียง โดยเฉพาะอย่างยิ่งจะได้รับอนุญาตให้สร้างโบสถ์เพื่อการปฏิบัติศาสนกิจในแผ่นดินสยามได้....”

การเข้าร่วมรบในกองทัพสยามครั้งนั้นเป็นการถูกเกณฑ์ หากไม่เข้าร่วมรบก็จะถูกขับออกไปภายใน 3 วัน ด้วยเหตุนี้จึงมีชาวโปรตุเกสถึง 120 คน จากจำนวน 130 คน อาสาเข้าร่วมรบในกองทัพสยามเหตุการณ์ดังกล่าวถูกบันทึกไว้ในพระราชพงศาวดารฉบับพระราชหัตถเลขาว่าเป็นศึกเมืองเชียงกรานซึ่งเกิดขึ้นในค.ศ.1538 (พ.ศ.2081) คลาดเคลื่อนไปจากที่ระบุในหลักฐานของปินโต 10 ปี แม้ว่าสมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพจะทรงอ้างจากหนังสือของปินโตก็ตาม
เรื่องราวในหนังสือ Pérégrinação สอดคล้องกับงานเขียนของนักประวัติศาสตร์ชาวโปรตุเกสหลายคน อาทิ การกล่าวถึง โดมิงกุส ดึ ไซซัส (Domingos de Seisus) ซึ่งเคยถูกจองจำและรับราชการเป็นนายทหารในกรุงศรีอยุธยา (กรมวิชาการ , 2531: 109) ก็ได้รับการยืนยันในงานเขียนของจูอาว เดอ บารอส (João de Baros) เช่นกัน (กรมวิชาการ,2531 : 95) เป็นต้น นอกจากนี้ อี.ดับเบิลยู. ฮัทชินสัน(E.W. Hutchinson) ก็อ้างตามหลักฐานของปินโตว่า
“ทหารโปรตุเกสจำนวน 120 คนซึ่งสมเด็จพระไชยราชาธิราชทรงจ้างเป็นทหารรักษา
พระองค์(bodyguards)ได้สอนให้ชาวสยามรู้จักใช้ปืนใหญ่”


ความน่าเชื่อถือ
หนังสือของปินโตถูกตีพิมพ์เผยแพร่อย่างกว้างขวางในยุโรป จึงเป็นเหตุให้เขาถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างรุนแรง วิลเลียม คอนเกรฟ (William Congreve, 1670-1729) นักเขียนบทละครชาวอังกฤษได้แทรกบทกวีในบทละครชื่อ “Love for Love” (ค.ศ.1695) เยาะเย้ยว่า “Mendez Pinto was but a type of thee, thou liar of the first magnitude.” (กรมศิลปากร, 2526 : 42 ) เซอร์ ริชาร์ด เบอร์ตัน ( Sir Richard Burton) ในงานเขียนชื่อ “The Third Voyage of Sinbad, the Sailor” ระบุว่า การผจญภัยของปินโตมีลักษณะคล้ายกับเรื่องราวในนิยายอาหรับและตั้งฉายาเขาว่า “ซินแบดแห่งโปรตุเกส”
ดับเบิลยู. เอ.อาร์. วูด (W.A.R. Wood) ชี้ว่าควรจะอ่านงานเขียนของปินโตในฐานะที่เป็นเรื่องราวของชายชราที่ได้เดินทางกลับไปสู่มาตุภูมิอีกครั้งหนึ่งเพื่อความบันเทิง มิใช่เป็นหลักฐานประวัติศาสตร์ที่เขียนขึ้นวันต่อวัน และตั้งข้อสงสัยเกี่ยวกับความแม่นยำของปีศักราชในบันทึกชิ้นนี้ด้วย
อย่างไรก็ดี ดึ กัมปุช อดีตกงสุลใหญ่โปรตุเกสเมื่อค.ศ.1936 กลับชี้ว่าหลักฐานของปินโตแสดงให้เห็นว่าเขาเคยเดินทางเข้ามายังสยามจริง (Campos, 1940 : 14-15) และสิ่งที่สนับสนุนความน่าเชื่อถือในงานของปินโต คือ การยกงานเขียนในชั้นหลังๆมาเทียบเคียงความเป็นไปได้และความถูกต้องของเรื่องราวโดยเฮนรี โคแกน (ดูคำประกาศในฉบับแปลของHenry Cogan,1653 : ไม่มีเลขหน้า)นักประวัติศาสตร์ไทยหลายคนเลือกใช้ข้อมูลของปินโตมาอ้างอิงโดยตลอด อาทิ สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพในพระราชพงศาวดารฉบับพระราชหัตถเลขา มานพ ถาวรวัฒน์สกุลในเรื่องขุนนางอยุธยา(2536) อ้างเรื่องยศขุนนางสมัยอยุธยาตอนกลาง สุเนตร ชุตินทรานนท์ในเรื่องบุเรงนองกะยอดินนรธา(2538) ก็อ้างเอกสารของปินโตซึ่งระบุตรงกับราล์ฟ ฟิตซ์ (Ralph Fitch)ว่า พระเจ้าบุเรงนองนำเอาเรื่องการขอช้างเผือกมาเป็นสาเหตุของสงครามระหว่างสยามกับพม่าใน ค.ศ.1569 เป็นต้น
งานเขียนปินโตบางส่วนมีรูปแบบเป็นจดหมายติดต่อกับบุคคล (Campos,1940,P.21) ดังนั้นจึงไม่ควรมองข้ามความแม่นยำของเวลา (Timing) ที่ระบุในบันทึกของเขา และปินโตยังยืนยันว่าเขาได้รับจดหมายฝากฝัง (recommended letter) จากผู้สำเร็จราชการโปรตุเกสแห่งเมืองกัว (Goa) เพื่อให้ได้เข้าเฝ้ารับพระราชทานรางวัลจากสมเด็จพระราชินีแคเธอรีนแห่งโปรตุเกส (Cogan,1653 : 317) แสดงให้เห็นถึงความพยายามในการอ้างอิงพยานบุคคลของเขา หนังสือ “ Pérégrinação ” ให้ข้อมูลเกี่ยวกับสยามน้อยมาก ซึ่งอาจจะอธิบายได้ว่าตอนกลางคริสต์ศตวรรษที่ 16 ศูนย์กลางของโปรตุเกสในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ตั้งอยู่ที่มะละกา ปินโตจึงให้ความสำคัญต่อมะละกามากกว่ากรุงศรีอยุธยา การที่ราชสำนักโปรตุเกสสนใจดินแดนทางใต้ของพม่าและชายฝั่งทะเลด้านตะวันออกของจีนก็น่าจะมีผลต่อโครงเรื่องของปินโตเช่นกัน การที่เขามีฐานะเป็นเพียงกลาสีเรือ นักผจญภัย แสวงโชค มิใช่บุตรขุนนางหรือนักการทูต มิใช่พ่อค้าหรือนายทหารที่ถูกส่งเข้ามาติดต่อกับสยามโดยตรง ทำให้เนื้อหาส่วนใหญ่ในหนังสือของเขาเน้นกล่าวถึงสถานที่ต่างๆตามชายฝั่งมหาสมุทรอินเดียและแปซิฟิกที่เขาเคยเดินทางไปถึงมากกว่า



หลักฐานของปินโตกับปัญหาในการศึกษาชุมชนโปรตุเกสสมัยอยุธยา
หากนักเรียนประวัติศาสตร์คนใดจะนำงานเขียนของปินโตมาใช้ในการตรวจสอบเรื่องราวเกี่ยวกับตำแหน่งหัวหน้าค่ายโปรตุเกส ความสัมพันธ์ของคนภายในค่าย ความสัมพันธ์ระหว่างค่ายโปรตุเกสกับราชสำนักอยุธยา ความสัมพันธ์ระหว่างค่ายโปรตุเกสกับมะละกา กัว มาเก๊า และราชอาณาจักรโปรตุเกส รวมไปถึงอาชีพ จำนวนคนและความเป็นอยู่ในค่ายโปรตุเกสสมัยอยุธยา ก็อาจจะต้องใช้ความพยายามในการศึกษาและวิเคราะห์หลักฐานชิ้นนี้มากพอสมควร ปินโตระบุว่านักสอนศาสนาก็จำเป็นต้องเผยแพร่ศาสนาภายใต้นโยบายของราชสำนักหรือผู้สำเร็จราชการโปรตุเกสแห่งเมืองกัวเช่นเดียวกับข้าราชการทั่วไป เมื่อนักบุญฟรานซิส ซาเวียร์(St. Francis Xavier)จะออกไปเผยแพร่ศาสนาในญี่ปุ่น ท่านก็ต้องเดินทางจากมะละกาไปยังกัว เพื่อรับฟังนโยบายของผู้สำเร็จราชการโปรตุเกสแห่งอินเดียเสียก่อน (กรมศิลปากร, 2526 : 35) การที่ปินโตเคยเป็นทูตของข้าหลวงโปรตุเกสแห่งมะละกาไปยังรัฐต่างๆในภูมิภาคแถบนี้ อีกทั้งยังเคยเป็นทหารและนักสอนศาสนาของโปรตุเกสด้วย เขาจึงน่าจะเป็นบุคคลที่มีเกียรติพอที่จะได้รับความเชื่อถือจากผู้มีฐานะเป็นศัตรูชาติโปรตุเกสในยุโรปหรือแม้แต่ชาวโปรตุเกสบางคน แต่เขาก็ไม่เคยถูกนักประวัติศาสตร์โปรตุเกส อาทิ ดูอาร์ตึ บาร์บูซา(Duarte Barbosa) จูอาว ดึ บารอส(João de Baros )และคาสปาร์ คอร์รีอา(Caspar Correa)เสียดสีเลยแม้แต่น้อยการกล่าวว่ากองทัพพม่านำกระบือและแรดมาลากปืนใหญ่เพื่อทำสงครามกับสยามในฉบับแปลของโคแกน ทำให้วูด(Wood)ชี้ว่างานเขียนของปินโต “เป็นหลักฐานเชิงจินตนาการ” ข้อเสนอของวูดอาจทำให้นักเรียนประวัติศาสตร์เห็นคล้อยไปกับคอนเกรฟที่ระบุว่า ปินโตเป็นคนขี้ปด โชคดีที่ ดร. เจากิง ดึ กัมปุชแย้งว่า ปินโตไม่เคยระบุคำว่า “แรด” ในงานเขียน คำศัพท์ที่เขาใช้ คือ คำว่า “bada หรือ abada”นั้น ในคริสต์ศตวรรษที่16 หมายถึง สัตว์ป่า หรือ สัตว์เลี้ยงที่กลายเป็นสัตว์ป่า แม้ว่าจะมีนักเขียนบางคน เช่น บาทหลวง กาสปาร์ ดึ ครูซ (Fr. Gaspar de Cruz) จะใช้คำดังกล่าวเรียกแรดก็ตาม ส่วนบาร์โบซา (Duarte Barbosa) จูอาว ดึ บารอส (João de Baros ) และ คาสปาร์ คอร์รีอา (Caspar Correa) ต่างก็ใช้คำว่า “ganda” ซึ่งมาจากรากศัพท์ภาษาสันสกฤตเมื่อกล่าวถึงแรด ขณะที่นักรวบรวมพจนานุกรม ชื่อ บลูโต (Bluteau, 1727) แปลคำว่า “abada คือ สัตว์ป่าชนิดหนึ่ง” ซึ่งถือเป็นหลักฐานสำคัญในการโต้แย้งประเด็นที่มีการแปล “abada” ว่า “แรด” (Campos, 1959 : 228) แม้ในภาษามาเลย์จะมีคำว่า “badâk” แปลว่า “แรด” แต่ในภาษาอาหรับก็มีคำว่า “abadat” หมายถึง “สัตว์ที่มีรูปร่างเป็นสีน้ำตาล” หรือ “สัตว์ป่า” หรือ “สัตว์เลี้ยงที่หลบหนีไปจนกลายเป็นสัตว์ป่า” ดึ กัมปุช ระบุว่า คำว่า “abada” ถูกแปลว่า “แรด” ในคริสต์ศตวรรษที่17 ดังนั้น “abada” ในบันทึกของปินโตจึงถูก ฟิกูอิเยร์และโคแกนแปลว่า “แรด” ในเวลาต่อมา ปินโตจะใช้คำว่า “abada” เมื่อกล่าวถึง “จามรี(yaks)” ซึ่งเป็นสัตว์ต่าง (beast of burden) ในตาตาเรีย (Tataria) เพราะไม่มีศัพท์ดังกล่าวในภาษาโปรตุเกส และใช้คำภาษาอาหรับว่า “abida” ในที่อื่นๆอีกร่วม12ครั้งเมื่อกล่าวถึงสัตว์ใหญ่คล้ายแรดหรือสัตว์ต่างชนิดอื่นซึ่งไม่อาจหาคำมาใช้แทนได้



บันทึกความทรงจำของแฟร์เนา เมนเดซ ปินโต( Fernão Mendez Pinto ค.ศ.1509-1583) เรื่อง “Pérégrinação”ถูกตีพิมพ์เผยแพร่ครั้งแรกในปีค.ศ.1614 เป็นเรื่องเกี่ยวกับสภาพแวดล้อม ภูมิประเทศ ประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม ขนบธรรมเนียม ประเพณี และเหตุการณ์บ้านเมืองต่างๆ รวมทั้งอัตชีวประวัติของเขาอย่างน่าตื่นเต้นและเหลือเชื่อ จนมีการใช้ชื่อของปินโตเล่นคำเชิงล้อเลียนว่าพูดจริงหรือเท็จอย่างสนุกสนานโดยชนชาติศัตรูของโปรตุเกสในยุโรปหรือแม้แต่ชาวโปรตุเกสบางคน บันทึกของปินโตถูกอ้างอิงจากนักประวัติศาสตร์ไทยอย่างกว้างขวางนับตั้งแต่สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพมาจนปัจจุบันเมื่อกล่าวถึงบทบาทของทหารรักษาพระองค์ชาวโปรตุเกส และการพระราชทานที่ดินให้พวกเขาตั้งถิ่นฐานและปฏิบัติศาสนพิธีในสมัยอยุธยา จึงเป็นที่มาของการตรวจสอบว่าหนังสือฉบับนี้มีสถานะเป็นหลักฐานประวัติศาสตร์นิพนธ์หรือเป็นเพียงนิยายผจญภัย



สรุป
ผู้เขียนเห็นว่างานนิพนธ์ของปินโตมีคุณค่าในทางประวัติศาสตร์มากกว่าจะถูกมองว่าเป็นเพียงวรรณกรรมประโลมโลกหรือนิยายผจญภัยของกลาสีเรือ แม้เนื้อหาบางตอนจะดูตื่นเต้นเร้าใจเกินกว่าจะมีความสมจริงตามทัศนะของนักประวัติศาสตร์ แต่ในสภาวะที่ยุโรปเพิ่งจะพ้นจากยุคแห่งการจุดไฟเผาหญิงสาวที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นแม่มดและยังคงเคร่งต่อจริยธรรมทางศาสนา มีใครบ้างที่จะกล้าเปิดเผยต่อสาธารณชนว่าตนเองเคยรับประทานเนื้อมนุษย์เพื่อประทังชีวิตกลางทะเลหลังจากถูกโจรสลัดโจมตี ข้อถกเถียงในงานของปินโตอาจจะมีอยู่ไม่น้อย แต่มีหลักฐานประวัติศาสตร์ชิ้นใดบ้างที่ปราศจากคำถามและความเคลือบแคลง งานของปินโตถูกตั้งข้อสงสัยเกี่ยวกับความแม่นยำของศักราชก็เพราะบันทึกของเขาเป็นเอกสารที่เขียนขึ้นจากความทรงจำเมื่อเขาเดินทางกลับไปใช้ชีวิตอยู่ในโปรตุเกสระยะหนึ่งแล้ว พระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยาฉบับหลวงประเสริฐฯ เคยได้รับความเชื่อถือเป็นอย่างยิ่งว่ามีความแม่นยำในเรื่องศักราชและเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ (นิธิ, 2525 : 65) แต่ต่อมานักประวัติศาสตร์บางท่านก็เคยตั้งข้อสงสัยต่อสถานภาพดังกล่าว (นิธิ, 2525 : 6) ซึ่งถือเป็นความไม่เที่ยงของหลักฐานทางประวัติศาสตร์ ในทางกลับกันอาจจะมีผู้ใช้บันทึกของปินโตมาตรวจสอบความแม่นยำของเอกสารฉบับใดฉบับหนึ่งอย่างจริงจังในอนาคตบ้างก็ได้

เกาะช้าง


^^เกาะช้าง^^

เกาะช้าง จ.ตราด ประเทศไทย
เมืองเกาะครึ่งร้อย พลอยแดงค่าล้ำ ระกำแสนหวาน หลังอานหมาดี ยุทธนาวีที่เกาะช้าง สุดทางบูรพา

เกาะช้าง: เป็นเกาะที่ใหญ่ที่สุดในหมู่เกาะทะเลอ่าวไทยใหญ่เป็นอันดับ 2 ของประเทศไทยรองจากภูเก็ต เกาะช้างมีธรรมชาติที่หลากหลายและมีสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจหลายแห่ง (ไม่ได้มีแค่ทะเลนะ) แต่จุดที่สำคัญที่นักท่องเที่ยวนิยมมากคือ ชายหาดสวยๆ น้ำทะเลใสๆ และยังมีน้ำตกสูงๆ และสวยงาม เรียกได้ว่ามาเกาะช้างครั้งเดียวได้เที่ยวทั้ง ทะเล น้ำตก และยังมีกิจกรรมอีกมากมาย.
นักท่องเที่ยวส่วนมากนิยมไปเที่ยวกันทางด้านทิศตะวันตกของเกาะซึ่งเป็นโซนที่นักท่องเที่ยวนิยมมาก เพราะมีชายหาดสวยๆ เหมาะแก่การเล่นน้ำและพักผ่อน และยังมีโรงแรม รีสอร์ท ตั้งอยู่ตามหาดต่างๆ เช่น หาดทรายขาว หาดไก่แบ้ อ่าวคลองพร้าว ส่วนทางด้านทิศตะวันออกของเกาะจะเป็นส่วนที่ชาวบ้านอาศัยอยู่ดั่งเดิม


ที่พักมีมากมายหลากหลายราคา ถ้าเป็นตามชายหาดท่องเที่ยวหลักๆ ของเกาะจะมี โรงแรมเกาะช้าง รีสอร์ท บังกาโลว ทั้งแบบชายทะเลและแบบโฮมสเตย์ ร้านอาหาร ร้านค้าก็หาได้ง่ายและสะดวก.
การเดินทางไปเกาะช้างก็สะดวกสบายมาก ขับรถไม่ไกลจากกรุงเทพ หรือจะใช้บริการรถโดยสารประจำทางก็ได้ และยังมีเรือเฟอร์รี่ที่สามารถนำรถยนต์ขึ้นข้ามเกาะไปได้ เราสามารถขับรถชมทั่วเกาะได้สบายๆ หรือจะใช้บริการรถสองแถวก็ได้ ราคาไม่แพง และยังมีบริการเช่ารถมอเตอร์ไซด์ขับขี่ไปชมวิวและทิวทัศน์รอบเกาะก็ได้ เกาะช้างนั้นสามารถเที่ยวได้ตลอดทั้งปี ไม่ร้อนจัดจนเกินไป ยิ่งเป็นช่วงหน้าหนาวท้องฟ้าจะปลอดโปร่งแจ่มใส




เกาะช้างนั้นมีหลายหาด มีลักษณะ ต่างๆกันไปบางหาดมีแต่โขดหิน หาดทรายที่นักท่องเที่ยวนิยมได้แก่ หาดทรายขาว หาดคลองพร้าว หาดไก่แบ้ และยังมีรายละเอียดเกี่ยวกับหาดอื่นๆ และสถานที่ท่องเที่ยวอื่นๆ อีกมากมาย.

หาดทรายขาว: เป็นหาดทรายที่มีความสวยงามเม็ดทรายละเอียด ขาวสะอาด มีความยาวตลอดชายหาดประมาณ 6 กม. สามารถเล่นน้ำได้ตลอดแนวชายหาด แต่ควรสวมเสื้อชูชีพเมื่อต้องการออกไปเล่นน้ำไกลๆ
ที่พักบนหาดทรายขาว : นั้นมีจำนวนมากกว่าหาดอื่นๆ มีมากมายหลายราคาและระดับ สีสันยามค่ำคืนที่หาดทรายขาวนั้นคึกคักไปด้วยแสงสีของร้านอาหาร ร้านผับบาร์ และยังมีเรือซีฟู้ดให้ได้เลือกชิมอาหารทะเลสดๆ ทั้งกุ้ง หอย ปู ปลา
สิ่งอำนวยความสะดวก : หาดทรายขาวนั้นมีร้านอาหารและร้านขายของสะดวกซื้อครบครัน ร้านเช่ามอเตอร์ไซด์ และยังมีบริการนวดไทยแผนโบราณ ตามชายหาดอีกด้วย ซึ่งสามารถเรียกใช้บริการได้ มีทั้งนวดน้ำมัน คลายเส้น

- Alina Resort: เป็นรีสอร์ทและบังกะโลขนาดกลางจำนวน 32 ห้อง ตั้งอยู่บริเวณหาดทรายขาว เป็นย่านแหล่งชุมชนที่มีความสะดวกสบาย ทั้งร้านสะดวกซื้อ ร้านอาหาร ธนาคาร ตู้ATM ร้านเสริมสวย ฯลฯ อลีนารีสอร์ทอยู่ติดกับชายหาดที่สะอาดและสวยงาม พร้อมด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกสบาย.
-
Mac Resort: รีสอร์ท ที่มีความสะดวกสบายที่ลงตัวกลมกลืนไปกับความร่มรื่นสดชื่นเขียวชะอุ่มภายในรีสอร์ท ประกอบไปด้วย สิ่งอำนวยความสะดวก ครบครัน ไม่ว่าจะเป็น ทีสี ตู้เย็น เครื่องทำน้ำอุ่น.
-
Banpu Koh Chang: ที่ๆความเป็นส่วนตัวผสมผสานกับ ความสวยงามของธรรมชาต ิบนหาดทรายขาวซึ่งเป็นมุมที่สวยที่สุด มุมหนึ่งบนเกาะช้าง และเพื่อสร้างความพึงพอใจให้กับผู้ที่มาเยือนทุกท่าน นอกจากทุกห้องของ บ้านปูเกาะช้างรีสอร์ต จะถูกล้อมรอบไปด้วย สวนพันธ์ไม้อันเขียวขจี ทุกอณูของพื้นที่ที่ได้สัมผัสยังสามารถเข้าถึง ความสวยงาม และบรรยากาศของทะเลได้อย่างแท้จริง



หาดคลองพร้าว: หาดแห่งนี้มีต้นมะพร้าวเยอะมาก เกือบทุกรีสอร์ทจะมีต้นมะพร้าวเป็นแนวยาวตลอดหาด ที่หาดทรายขาวจะมีนักท่องเที่ยวนิยมมีถ่ายรูปพระอาทิตย์ตกกับวิวต้นมะพร้าว ซึ่งเป็นภาพที่สวยงามมาก

ที่พักบนหาดคลองพร้าว
-
Aana Resort: Aana(อาน่า) แปลว่า ช้าง ตามภาษา Malayalam (ภาษา ทางภาคใต้ของอินเดีย ใช้พูดกัน) ตั้งอยู่ที่หาดคลองพร้าว อยู่ถัดจากหาดทรายขาว ซึ่งเป็นหาดที่ยาวมากอยู่บนอุทยานแห่งชาติหมู่ เกาะช้าง ซึ่งล้อมรอบไปด้วยความเขียวชะอุ่มของต้นไม้ และมีภูเขาที่ปกคลุมไปด้วยป่าที่อุดมสมบรูณ์ และอีกด้านจะมองเห็นท้องฟ้าสีครามตัดกับสีของทะเล ถือได้ว่า อาน่า รีสอร์ท แอนด์ สปา ตั้งอยู่บนทำเลที่คุณจะได้สัมผัสกับธรรมชาติที่สวยงามอย่างไกล้ชิด.
-
Panviman Resort: ปานวิมาน หรือสถานที่ๆ เปรียบดังสรวงสรรค์ ได้เปิดให้บริการเมื่อปี พ.ศ. 2545 บนเนื้อที่หาดคลองพร้าว ซี่งเป็นหาดส่วนตัวที่เน้นความเงียบสงบและงดงาม เหมาะเป็นอย่างยิ่งสำหรับการว่ายน้ำ เป็นสถานที่ซึ่งผสมผสานความร่มรื่นและความผ่อนคลายได้อย่างลงตัว ภายในที่พักตกแต่งด้วยสถาปัตยกรรมแบบไทยบาหลี.
-
Koh Chang Tropicana: รีสอร์ทหรูริมชายหาดตั้งอยู่ใจกลางชายหาดคลองพร้าว รีสอร์ทมีห้องพักทั้งหมด 77 ห้อง. ห้องพักได้มาตรฐานและยังมีกิจกรรมสนุกมากมายที่คุรจะได้สัมผัส เช่น ขี่ช้าง ดำน้ำและยังมีน้ำตก.
-
Koh Chang Resort: เกาะช้าง รีสอร์ท & สปา ได้ชื่อว่าเป็นผู้บุกเบิกการท่องเที่ยวหมู่เกาะทะเลตราด นับตั้งแต่ปี 2530 (ตั้งแต่เมื่อครั้งยังไม่มีถนน, ไฟฟ้า ฯลฯ บนเกาะ) เรามีประสบการณ์เพียงพอที่จะหยิบยื่นความสุขให้แก่ท่านได้อย่างมี ประสิทธิภาพ



หาดไก่แบ้ : เป็นหาดที่ยาวต่อมาจากหาดคลองพร้าวประมาณ 15 กม. จากท่าเรือสับปะรดหาดนี้เป็นหาดยอดนิยมของนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ เป็นที่นิยมมาอาบแดด


ที่พักบนหาดไก่แบ้

- The Chill Resort: รีสอร์ทสวยหรูหรามีสไตล์บนหาดไก่แบ้บรรยากาศเป็นส่วนตัว ห้องพักตกแต่งได้สวยงามเหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการความเงียบสงบ พร้อมด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน.
-
Seaview Resort: รีสอร์ทสวยงามแห่งทะเลตะวันออก สำหรับคนที่ชื่นชอบทะเล รีสอร์ทได้รวบรวมความทันสมัยและความสะดวกสบายไว้อย่างครบครัน ท่ามกลางธรรมชาติ และแมกไม้นานาชนิดกับหาดทรายขาวที่เป็นส่วนตัว ลิ้มลองอาหรทะเลสดๆที่ตรงจากทะเล และสนุกกับการท่องเที่ยวที่จังหวัดตราด สวรรค์ของคนรักทะเล.
-
Chang Park Resort: รีสอร์ทที่มีสไตล์แบบไทยๆ รายล้อมไปด้วยร่มเงาของต้นมะพร้าวและติดชายหาด ห้องพักสะอาดและได้มาตรฐาน พร้มด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกและกิจกรรมต่างๆ ครบครัน




อ่าวใบลาน : เป็นอ่าวเล็กๆ มีหาดทรายยาวประมาณ 1 กม. เล่นน้ำได้ ที่พักที่หาดนี้ส่วนมากจะเป็นบังกาโลว


ที่พักบนอ่าวใบลาน
- Dusit Princess: รีสอร์ทติดชายหาดอ่าวใบลานรายล้อมไปด้วยธรรมชาติ ห้องพักตกแต่งสวยงามเหมาะกับวันที่สบายๆ กิจกรรมและสิ่งอำนวยความสะดวกนั้นก็มีบริการผู้ที่มาเข้าพักอย่างครบครัน.


อ่าวคลองสน: เป็นหาดที่อยู่ทางหัวเกาะอยู่ถัดมาจากท่าเรือสับปะรดไม่ไกลนัก สามารถนั่งรถสองแถวไปได้ สองข้างทางจะมีสวนมะพร้าวของชาวบ้าน

ที่พักอ่าวคลองสน
- Aiyapura Resort: รีสอร์ทระดับ 5 ดาวเพียบพร้อมไปด้วยสิ่งอำนวยความสะดวก ห้องพักที่ตกแต่งไว้อย่างสวยงามรายล้อมไปด้วยธรรมชาติ ต้นไม้และเสียงคลื่นทะเล รีสอร์ทติดชายหาดสามารถเล่นน้ำได้สบาย.


หาดสลักเพชร : อยู่ทางตอนใต้ของเกาะตั้งอยู่ในทำเลดี มีอ่าวใหญ่ มีเขาเป็นแนวล้อมอ่าว เป็นจุดที่หลบภัยของเรือประมง

ที่พักหาดสลักเพชร
-
Salakphet Resort: สถานที่ตั้งของรีสอร์ทที่ปลูกยื่นไปในทะเล ท่ามกลางอ้อมกอดขุนเขาน้อยใหญ่ เรียงรายอยู่รอบรีสอร์ทท่านสามารถสัมผัสบรรยากาศอันเงียบสงบของ ท้องทะเลตราด ความแป็นส่วนตัวและปลอดภัยรวมทั้งวิถีชีวิตชาวประมงที่อยู่บริเวณรีสอร์ท.
-
Ploytalay Resort: ขอต้อนรับท่านเข้าสู่ท่ามกลางความร่มรื่นของทิวมะพร้าว และแมกไม้นานาพันธุ์ กับมุมพักผ่อนที่เป็นส่วนตัวเชิญท่านลองลิ้ม อาหารทะเลสด ที่สั่งตรง จากท้องทะเลอิ่มอร่อย กับผลไม้หลากชนิดที่ขึ้นชื่อของเมืองตราด เพลิดเพลิน กับการบริการท่องเที่ยวพักผ่อนตามหมู่เกาะ น้อยใหญ่ ชมยุทธนาวีเกาะช้าง พบกับอุทยานน้ำตกธารมะยม.






หาดบางเบ้า: เป็นหมู่บ้านที่นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่จะรู้จักกันดีอาหารสดอร่อยต้องที่นี่เบย ชาวบ้านที่นี่ประกอบอาชีพประมงจึงชื่อว่าหมู่บ้านประมงบางเบ้า

ที่พักหาดบางเบ้า

- Nirvana Resort: รีสอร์ทที่ตกแต่งในแบบสไตล์ทีบาหลี รายล้อมไปด้วยธรรมชาติและแมกไม้นานาพันธุ์ และยังได้บรรยากาศแบบประมงอีกด้วย.
-
Nisa Cabana: รีสอร์ท่ามกลางทะเลตะวันออกมีบรรยากาศเงียบสงบร่มรื่นจากเขตป่าร้อนชื้น. เพลิดเพลินกับอาหารทะเลสดได้โดยตรงจากทะเล.
หาดยุทธนาวี: เป็นชื่อที่ไม่คุ้นนักสำหรับนักท่องเที่ยว เป็นหาดที่มีความสำคัญคือมีอนุสรณ์สถานเล็กๆ ตั้งอยู่บนหาด สร้างขึ้นเพื่อรำลึกวีรกรรมของทหารไทยที่พลีชีพเพื่อชาติ















































































วันเสาร์ที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

บทเรียนทบทวน

บทที่ 1

"ความหมาย ความสำคัญของการท่องเที่ยว"



"การท่องเที่ยว" หลายคนอาจนึกถึงคำว่า การเดินทาง ไปเยี่ยมสถานที่ต่างๆ หรือเพื่อไปร่วมกิจกรรมบางอย่าง จะพบว่าการท่องเที่ยวเป็นกิจกรรมเกี่ยวข้องกับการเดินทางแต่ปัญหาอยู่ที่ว่า การเดินทางไม่ใช่การท่องเที่ยวเสมอไป



ความหมายของการท่องเที่ยว


การท่องเที่ยวนั้นนิยามความหมายได้ยาก เพราะการท่องเที่ยวเป็นรูปแบบของนันทนาการ การท่องเที่ยวนั้นจะต้องมีจุดประสงค์ การท่องเที่ยวต้องมีลักษณะ ดังนี้

1. เป็นการเดินทางจากที่อยู่อาศัยปกติไปยังที่อื่นเป็นการชั่วคราว

2. เป็นการเดินทางด้วยความสมัครใจ

3. เป็นการเดินทางด้วยวัตถุประสงค์ใดๆ ก็ตามไม่ใช่เพื่อการประกอบอาชีพและการหารายได้


นักท่องเที่ยว (Tourist)


คือ ผู้มาเยือนชั่วคราว และพักอาศัย ณ สถานที่ที่ไปเยี่ยมเยือนอย่างน้อย 24 ชั่วโมง ด้วยจุดประสงค์เพื่อใช้เวลาว่าง

นักทัศนาจร (Excursionist)
คือ ผูมาเยือน และพักอาศัยชั่วคราว ณ สถานที่ที่ไปเยื่ยมเยือน ไม่เกิน 24 ชั่วโมง รวมถึงผู้เดินทางโดยเรือสำราญ


กลุ่มนักท่องเที่ยว ได้แก่
  • ผู้ที่ไม่มีถิ่นพำนักอยู่ในสถานที่ที่ไปเยือน
  • ผู้ที่มีสัญชาติประเทศนั้น หรือเดิมเป็นคนถิ่นนั้นแต่ไม่ได้อาศัยอยู่
  • ผู้ที่เป็นลูกเรือ


กลุ่มนักทัศนาจร ได้แก่

  • ผู้มาเยือนขาเข้า
  • ผู้มาเยือนขาออก
  • ผู้มาเยือนภายในประเทศ


วัตถุประสงค์ของการเดินทางท่องเที่ยว

สามารถแบ่งออกได้ 3 ประการใหญ่ๆ ได้แก่

  • เพื่อความเพลิดเพลินสนุกสนานและผักผ่อน
  • เพื่อธุรกิจ
  • เพื่อวัตถุประสงค์อื่นๆ


การเดินทางเพื่อความเพลิดเพลิน สนุกสนาน และพักผ่อน

เป็นการเดินทางของนักท่องเที่ยวที่มีวัตถุประสงค์ต้องการความเพลิดเพลิน สนุกสนาน รื่นเริง นักท่องเที่ยวต้องการหลีกหนีความจำเจของชีวิตประจำวัน เพื่อไปชมหรือสัมผัสกับสิ่งแปลกใหม่

การเดินทางเพื่อธุรกิจ

เป็นการเดินทางที่ควบคู่ไปกับการทำงานแต่มิได้มีวัตถุประสงค์เพื่อการประกอบอาชีพ หรือหารายได้จากสถานที่ที่ไปท่องเที่ยวนั้นๆ นอกจากนี้ยังมีความหมายรวมถึงการเดินทางเพื่อเข้าประชุม สัมมนา ท่องเที่ยวเพื่อเป็นรางวัลและจัดนิทรรศกาล หรือเรียกว่า MICE

การเดินทางเพื่อวัตถุประสงค์อื่นๆ

ยังมีการเดินทางอีกจำนนวนหนึ่งที่นอกเหนือจากการเดินทางด้วยวัตถุประสงค์ 2 ประการ อาจเรียกว่าเป็นการเดินทางด้วยวัตถุประสงค์โดยเฉพาะ การเดินทางไปศึกษาธรรมชาติ ศิลปวัฒนธรรม การเดินทางไปเผยแผ่ศาสนา การเดินทางไปรักษาโรคภัยไข้เจ็บ การเดินทางไปแข่งขันกีฬา เป็นต้น

ประเภทการท่องเที่ยว มี 3 วิธี

  • การแบ่งตามสากล
    การแบ่งตามลักษณะการจัดการเดินทางและการแบ่งตามจุดมุ่งหมายของการท่องเที่ยว
  • การแบ่งตามวัตถุประสงค์ของการเดินทาง

การแบ่งตามสากล

  1. การท่องเที่ยวภายในประเทศ คือ ผูที่อาศัยถายในประเทศนั้นๆ เดินทางท่องเที่ยวภายในประเทศของตนเอง
  2. การท่องเที่ยวเข้ามาในประเทศ คือ ผ้ที่มีถิ่นพำนักอาศัยที่อื่นเดินทางเข้ามาเที่ยวภายในประเทศนั้นๆ

  3. การท่องเที่ยวนอกประเทศ คือ ผู้ที่มีถิ่นพำนักอยู่ในประเทศหนึ่งเดินทางออกไปท่องเที่ยวยังต่างประเทศ

การแบ่งตามลักษณะการจัดเดินทาง

การท่องเที่ยวแบบเป็นหมู่คณะที่เรียกว่า Group Inclusive Tour : GIT การท่องเที่ยวแบบนี้แบ่งออกเป็น 2 ลักษณะ คือ กรุ๊ปเหมา และกรุ๊ปจัด กรุ๊ปเหมา คือการท่องเที่ยวของคณะที่มีความสัมพันธ์กัน อาจเป็นส่วนตัวหรือหน้าที่การงานเดินทางร่วมกันมีความคล้ายคลึงกัน กรุ๊ปจัด คือ การท่องเที่ยวของคณะที่ไม่มีความสัมพันธ์กันทั้งด้านส่วนตัวและด้านการงาน แต่มีความต้องการที่จะร่วมกันไปยังสถานที่เดียวกัน

1.การท่องเที่ยวแบบอิสระ เรียกว่า Foreign Individual Tourism : FIT การท่องเที่ยวประเภทนี้ นักท่องเที่ยวต้องการความเป็นอิสระ และมักเดินทางตามลำพัง

อุตสาหกรรมท่องเที่ยว

หมายถึง ธุรกิจท่องเที่ยวขนาดใหญ่ที่ต้องอาศัยแรงงาน การลงทุน เทคนิควิชาชีพเฉพาะ มีการวางแผน การจัดองค์กร และการตลาด เช่นเดียวกับอุตสาหกรรมประเภทอื่นๆ อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวที่สำคัญ 2 ประการได้แก่

  1. องค์ประกอบที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับนักท่องเที่ยว
  2. องค์ประกอบที่สนับสนุนกิจกรรมทางการท่องเที่ยว

ความสำคัญของการท่องเที่ยว

  • ทางด้านเศรษฐกิจ
  • ทางด้านสังคมและวัฒนธรรม
  • ทางด้านการเมือง